เรื่องอำเภอพนัสนิคม
รวบรวมและเรียบเรียง โดย เฉลิมศักดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"พนัสนิคม" ซึ่งเป็นชื่อของอำเภอที่เรียกใช้ในทางราชการทุกวันนี้ ชาวบ้านมักเรียก ไปอีกอย่างหนึ่งว่า "เมืองเก่า" การที่เรียกเช่นนี้ เพราะว่า ที่ตั้งอำเภอพนัสนิคมนี้ เคยเป็นเมืองมาแต่ก่อน ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากเรื่อยมา ซึ่งจะขอนำประวัติ การตั้งเมืองมาเล่าสู่กันฟัง ดังต่อไปนี้
ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2367 ได้ทรงจัดการปกครองบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในพ.ศ. 2368 จึงได้โปรดยกตำบล บ้าน ขึ้นเป็นเมือง รวม 27 เมือง ในจำนวนนี้ ได้ยกหมู่บ้านแดนป่าพระรศ ขึ้นเป็นเมืองเรียกว่า เมืองพนัสนิคม เมืองเหล่านี้จัดเป็นเมืองชั้นตรี
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ขึ้นทรงราชย์ต่อจาก สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแล้ว ขณะนั้นเจ้าอนุสุริยวงษ์ หรือเรียกสั้นๆว่า เจ้าอนุวงษ์ หรือเจ้าอนุท ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ แห่งกรุงศรีสัตตนาคนหุต ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย มาแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. 2321 ได้มีพระราชสาส์นทูลต่อ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ขอพระราชทานครอบครัว ชาวเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งไทยได้กวาดต้อนเป็นเชลย มาแต่ครั้งเมื่อตีเมืองเวียงจันทน์ ได้ในครั้งแรก และได้ตั้งครัวเรือน ทำมาหากิน อยู่ที่เมืองสระบุรีอย่างหนึ่ง กับทูลขอลครผู้หญิงของไทย ในราชสำนักอย่างหนึ่ง แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ไม่โปรดประทานให้ จึงเป็นเหตุให้เจ้าอนุสุริยวงษ์โกรธ พอดี เฮนรี เบอร์นี ทูตอังกฤษ ได้เข้ามาติดต่อกับไทย ในกรณีขอให้ไทยช่วยรบพะม่า เพราะขณะนั้นอังกฤษ กับพะม่ากำลังมีเรื่องกัน แต่ไทยยังมิได้ตัดสินใจแต่อย่างใด เรื่องการบ้านการเมือง ระหว่างไทยกับอังกฤษในตอนนี้ คงจะเป็นเรื่องที่ยุ่งแก่ประเทศไทย เจ้าอนุวงษ์เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็เข้าใจว่า อังกฤษจะยกทัพมาตีกรุงเทพฯ เห็นเป็นโอกาส จึงได้คิดตั้งแข็งเมืองทันที
เมื่อได้ตั้งแข็งเมืองแล้ว ยังไม่เป็นที่พอใจ เจ้าอนุวงษ์ได้แต่งให้เจ้าราชวงษ์ (เหง้า) ยกทัพมาตามแควป่าสัก จนถึงสระบุรี เพื่อกวาดต้อน ชาวเมืองเวียงจันทน์ที่สระบุรีกลับไป ส่วนเจ้าอนุวงษ์ยกมาอีกทัพหนึ่ง ทางนครราชสีมา ในการยกทัพลงมานี้ เจ้าอนุวงษ์ใช้คำหลอกลวงเมืองต่างๆ ที่ผ่านมาว่า พระเจ้าแผ่นดินไทย ได้สั่งให้ยกทัพมา เพื่อช่วยป้องกันไทย เพราะรบกับอังกฤษ การติดต่อระหว่างหัวเมืองต่างๆ กับกรุงเทพฯในขณะนั้น ติดต่อกันได้ยากมาก บรรดาเจ้าเมืองต่างๆ จึงพากันหลงเชื่อถ้อยคำ ไม่มีผู้ใดขัดขวาง การเดินทัพของเจ้าอนุวงษ์ จึงมาได้อย่างสบาย เจ้าอนุวงษ์ได้ยกทัพมาตั้ง อยู่ในเมืองนครราชสีมา กรมการเมืองก็จัดการรับรอง
พฤติการณ์ที่เจ้าอนุวงษ์ ได้คิดกบฎแข็งเมืองต่อประเทศไทยนี้ ได้เป็นที่ไม่พอใจ ของชาวเวียงจันทน์ด้วยกันเอง คือพระอินท์อาษา ชาวนครเวียงจันทน์ ไม่เข้าด้วยกับพวกเจ้าอนุวงษ์ จึงได้รวบรวมพรรคพวก แล้วยกครอบครัว พากันเดินทางจากนครเวียงจันทน์ เข้ามาสู่ประเทศไทย จนถึงกรุงเทพฯพระมหานคร เพื่อขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดรับไว้ และจัดให้ออกไปตั้งภูมิลำเนา อยู่ที่ชายเมืองระหว่าง เมืองชลบุรีกับเมืองฉะเชิงเทราต่อกัน พระอินท์อาษากับพรรคพวก เมื่อได้รับพระราชทาน ที่ทางทำมาหากินเช่นนั้น ก็พากันขมักเขม้น ก่นสร้างที่ดิน ซึ่งขณะนั้นเป็นป่าอยู่ทั่วๆไป ได้ประกอบการทำมาหากิน โดยซื่อสัตย์สุจริต จนตั้งหลักฐานเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีผู้คนอยู่กันเป็นปึกแผ่นแน่นหนา และเรียกชื่อในขณะนั้นว่า บ้านแดนป่าพระรศ ตามนิยายเก่าเรื่องพระรศเมรี เมื่อมีผู้คนพลเมืองมากขึ้น เพื่อสดวกแก่การปกครอง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า จึงโปรดให้ยก หมู่บ้านแดนป่าพระรศ ขึ้นเป็นเมืองเรียกว่า "เมืองพนัสนิคม" เป็นชื่อฟังเพราะเหมาะสม และมีความหมาย ที่ได้ความอยู่ในตัว คือ "พนัส" แปลว่าป่า นิคมแปลว่าหมู่บ้านใหญ่หรือตำบล เมื่อรวมความตามศัพท์ พนัสนิคม ก็แปลได้ใจความว่า หมู่บ้านใหญ่หรือตำบล ที่มีภูมิประเทศเป็นป่า
ส่วนเจ้าอนุวงษ์ ซึ่งได้ยกกองทัพเข้ามา ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้สั่งให้ทหารไทย ยกขึ้นไปปราบปราม ที่เมืองเวียงจันทน์ได้อีก เจ้าอนุวงษ์ได้หลบหนีไป พึ่งพาอาศัยอยู่กับญวน แต่ภายหลังก็จับตัวได้ และให้ทำลายเมืองเวียงจันทน์เสีย กับส่งตัวเจ้าอนุวงษ์เข้ามายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ได้เอาตัวเจ้าอนุวงษ์ขังประจาน ไว้หน้าพระที่นั่งจักรี เจ้าอนุวงษ์ได้รับความอับอาย และเสียใจมาก ได้ถึงแก่ความตายที่ กรุงเทพพระมหานคร
ในเรื่องการปกครอง เมื่อได้ยกแดนป่าพระรศ ซึ่งพระอินท์อาษาได้พาพรรคพวก มาตั้งภูมิลำเนาแล้ว โปรดเกล้าให้ตั้ง พระอินท์อาษาเป็นผู้ปกครองเมือง เรียกกันในสมัยนั้นว่า ผู้สำเร็จราชการเมือง ในปัจจุบันนี้ก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และให้เป็นผู้สำเร็จราชการเมือง โดยการสืบสกุล เมืองพนัสนิคม ได้มีผู้สำเร็จราชการ สืบสกุลกันมาได้ 4 ชั่วอายุคือ
1) พระอินท์อาษา ผู้สำเร็จราชการเมืองคนแรก และได้เป็นต้นสกุล ทุมมานนท์ จนถึงปัจจุบันนี้
2) ท้าวทุมมานนท์ ได้รับพระราชทานพระบรรดาศักดิ์เป็น พระอินทราษา
3) หลวงภักดีสงคราม (ผิว ทุมมานนท์)
4) ท้าวบุญจันทร์ ทุมมานนท์
พนัสนิคมได้ตั้งเป็นเมือง ตลอดมาจนถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ในพ.ศ. 2447 ได้ทรงปรับปรุงการปกครองประเทศใหม่ โปรดให้ยุบเมืองพนัสนิคมเป็นอำเภอ ขึ้นอยู่ในความปกครองของจังหวัดชลบุรี ระยะเวลาที่พนัสนิคม ได้ตั้งเป็นเมืองมีเจ้าเมืองประมาณ 80 ปี และตำแหน่งนายอำเภอพนัสนิคมคนแรกคือ หลวงสัจจพันธ์คีรี ศรีรัตนไพรวัน เจฏิยาสัน คามวาสี นพ-คูหาพนมโขลน นามเดิมว่า บัว ไม่ทราบนามสกุล ได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ร.ศ. 123 (ตรงกับ พ.ศ. 2447) และได้มีการย้ายสับเปลี่ยน จนถึงปัจจุบันนี้ มีนายอำเภอรวม 20 คน นับเวลาเป็นอำเภอได้ 52 ปี


หมายเหตุ
บทความข้างต้นคัดจากหนังสือพิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2499
กลับไปตั้งหลัก