ชำแหละ E-Commerce ของธนาคารไทย ในวันนี้


ในบทความที่แล้ว ในขั้นตอนชำระเงิน ผมได้พูดถึงการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ของสองธนาคารคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ กับธนาคารกรุงไทย ถึงแม้บางครั้งการชำระเงินแบบของสองธนาคารนี้ อาจมองดูแล้วยังไม่ขยายไปวงกว้างนัก แต่ผมว่าก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าศึกษาว่าในวันนี้ธนาคารไทยทั้งสองแห่ง เขาได้ทำอะไรไปบ้าง แล้วถ้าท่านอยากจะทำ E-Commerce เสียตั้งแต่วันนี้ จะมีช่องทางใดบ้าง บทความนี้อาจล้าสมัยไปในไม่นานนี้ เพราะผมเชื่อว่าธนาคารต่างๆ คงพัฒนาการชำระเงิน ไปไกลกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างแน่นอน

ระบบแรกที่จะพูดถึง ขอพูดถึง ThaiTouch ของธนาคารกรุงไทยก่อนก็แล้วกัน เพราะมีมาก่อน แต่อาจไม่ฮือฮาเพราะจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศเท่านั้น แต่ว่าไปแล้วระบบนี้หากมองในแง่หนึ่ง ถือได้ว่าเป็น E-Commerce ที่ครบทั้งสี่ขั้นตอนเลย คือมีทั้งเสนอสนองส่งมอบของและชำระเงิน การชำระเงินก็อัตโนมัติเป็นกระบวนการเดียวกัน ไม่ได้แยกมาทำต่างหาก ที่ผมบอกว่าส่งมอบของเป็นกระบวนการเดียวกัน หรือส่งมอบของก็อิเลกทรอนิกสืไปด้วยนั้น ก็เพราะถ้าเรามองว่าสินค้าคือที่นั่งในเครื่องบิน การที่ระบบจองที่นั่งให้อัตโนมัติ ก็เหมือนเราได้สินค้าคือที่นั่งโดยสารแล้ว ถึงแม้การได้นั่งเครื่องบินจริงๆจะอยู่อีกขั้นตอนหนึ่งก็ตาม

ผู้ขายในที่นี้ถือว่าคือการบินไทย เสนอขายผ่านทาง webpage ให้ข้อมูลเที่ยวบินและราคา รวมถึงดูได้ว่ามีที่นั่งว่างหรือไม่ ผู้ซื้อก็สั่งซื้อได้ทาง webpage โดยชำระเงินผ่านบัตรเครดิตกรุงไทย(เท่านั้น) เมื่อผู้ซื้อตกลง ระบบคอมพิวเตอร์ก็จะไปหักเงินจากบัญชีบัตรเครดิตทันที แล้วก็ไปหักยอดที่นั่งว่างในเที่ยวบินที่จองทันที ที่เครื่องของการบินไทย แต่ทำอะไรก่อนไม่ทราบระหว่างเก็บเงินกับจองที่นั่ง แต่น่าจะจองที่นั่งก่อน เพราะคิดเงินยังไงก็คิดได้อยู่แล้ว แต่ที่นั่งตอนกดตกลงอาจไม่ว่างแล้ว ตอนขึ้นเครื่องบินผู้ซื้อตั๋วก็เอาบัตรเครดิต ไปแสดงแทนตั๋ว รายละเอียดคงกล่าวถึงแต่เพียงเท่านี้ ที่เหลือคงไม่เกี่ยวกับหลักการของ E-Commerce ที่จะเขียนถึงในบทความนี้

ระบบ ThaiTouch นี้ปัญหาน่าจะน้อย เพราะธนาคารเป็นผู้ดำเนินการเอง ผู้ถือบัตรเครดิตก็คือลูกค้าธนาคารอยู่แล้ว ปัญหาทางเทคนิคของการเชื่อมต่อ ระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ก็น่าจะน้อย เพราะเป็นของธนาคารกรุงไทยทั้งนั้น จะมีก็ที่เชื่อมต่อกับการบินไทย แต่ก็เป็นเพียงคู่ค้ารายเดียว เรื่องความปลอดภัยก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเชื่อมต่อกันเป็นระบบปิดภายในได้ทั้งหมด ตัวสินค้าก็ไม่ต้องไปส่ง ลูกค้าต้องมารับเอง แถมยังต้องแสดงบัตรเครดิตให้ดูด้วย เรียกว่าปิดทางผู้ที่จะมาเอาสินค้าไป โดยใช้หมายเลขบัตรของคนอื่น

คราวนี้ก็มาถึง E-Commerce ของธนาคารไทยพาณิชย์บ้าง ของธนาคารไทยพาณิชย์นี้ ธนาคารไม่ได้เป็นคนขายเอง ธนาคารโดยศูนย์บริการบัตรเครดิต จะเป็นเพียงผู้ตรวจสอบวงเงิน และโอนเงินให้เท่านั้น ผู้ขายต้องเป็นคนทำ webpage ในการเสนอและสนองเอง พูดตามตรง E-Commerce ของธนาคารไทยพาณิชย์นั้นไม่ได้มีอะไรใหม่เลย ใช้เทคนิคใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม ที่ใหม่คือความกล้าหาญ กล้าเปิดตลาด E-Commerce กล้าทำในสิ่งที่ธนาคารอื่นไม่ทำ ทั้งที่ความจริงแล้วทุกธนาคารทำได้เหมือนกัน

E-Commerce ของธนาคารไทยพาณิชย์นี้ เปิดโอกาสให้ผู้ขายทั่วไป ได้มีโอกาสทำ E-Commerce เป็นระบบเปิด ถ้าท่านมีสินค้าอยากจะขายแบบ E-Commerce ก็สามารถทำได้ทันที ไม่ยากเลย เพียงแต่ท่านทำ webpage ที่แสดงถึงสินค้าของท่าน พร้อมราคา ให้ผู้ซื้อได้เลือกซื้อ เมื่อผู้ซื้อเลือกซื้อ ท่านก็ทำ webpage รับข้อมูลที่ลูกค้าป้อนเข้ามา ที่ต้องมีคือหมายเลขบัตรเครดิต ของธนาคารไทยพาณิชย์ให้บริการถึงสี่บัตร อะไรบ้างไม่บอกแล้วกัน ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วก็ข้อมูลอื่นๆที่จำเป็นสำหรับสินค้าท่าน เช่นสถานที่ส่งเป็นต้น แล้วที่สำคัญ e-mail address ของผู้สั่ง จะได้ตอบรับการสั่งได้พร้อมตรวจสอบความมีตัวตน ของผู้สั่งไปด้วยในขณะเดียวกัน แต่ถ้าท่านใจถึงไม่เอา e-mail address ก็ได้ธนาคารเขาไม่ว่าอะไร เพราะท่านต้องรับความเสี่ยงเองอยู่แล้ว

เมื่อมี webpage พร้อมสำหรับ E-Commerce ท่านเสนอขายสินค้าผ่าน web ลูกค้าเลือกป้อนข้อมูลเกี่ยวกับผู้สั่ง เกี่ยวกับการส่งสินค้า และหมายเลขบัตรเครดิต กดปุ่มตกลง ข้อมูลวิ่งมาที่ server ท่านก็เอาหมายเลขบัตรเครดิตที่ผู้ซื้อป้อนเข้ามา แล้วโทร(โทรศัพท์ครับเขียนไม่ผิด) ไปที่ศูนย์บริการบัตรเครดิต บอกหมายเลขบัตรเครดิตที่จะตรวจสอบ ทางศูนย์ฯก็จะตรวจสอบว่าบัตรนี้ ยังมีวงเงินเหลืออยู่พอสำหรับค่าสินค้าหรือเปล่า ถ้าพอก็จะให้รหัสอนุมัติวงเงินแก่ผู้ขาย ผู้ขายเมื่อได้รับรหัสอนุมัติวงเงิน ก็ถือว่าเรียบร้อยสามารถส่งของได้เลย หรือจะเขี้ยวรอไปสองเดือนแล้วค่อยส่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าของบัตรตัวจริง ก็ไม่ว่ากันนั่นมันธุรกิจของท่าน แล้วเงินล่ะ ยังไม่ได้ทันทีหรอกครับ ท่านต้องทำรายงานเอาเฉพาะที่ได้รับอนุมัติวงเงิน แล้วไปยื่นที่ศูนย์บริการบัตรเครดิต แล้วจะได้รับเงินเข้าบัญชีในวันถัดไป แต่ช้าก่อน ให้หมดไม่ได้หรอกครับ เอาไปแค่ 80% ก่อนแล้วกัน ป้องกันเจ้าของบัตรไม่ยอมจ่าย แต่ถ้าไม่ยอมจ่ายกันจริงๆ ก็ขอคืนทั้งหมดด้วยนะครับ

ก็เป็นอันว่าผู้ขายรับความเสี่ยงไปเต็มๆ ธนาคารรู้แต่เลขที่บัตร ตรวจสอบให้ไม่ได้อยู่แล้ว ว่าใครใช้ตัวจริงหรือตัวปลอม คนไม่ต้องมีบัตรเลยก็สามารถซื้อได้ ไม่ต้องไปขโมยบัตรปลอมลายเซนต์ให้เสียเวลา ดังนั้นถ้าท่านเป็นผู้ขายก็ดูทางหนีทีไล่ไว้ด้วย ถ้าสินค้าของท่านคือสินค้า digital สามารถทำสำเนาได้ไม่จำกัด ต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นอะไร การค้าขายแบบนี้ก็นับว่าน่าสนใจทีเดียว แต่ถ้าเป็นสินค้าอย่างอื่น ก็คงต้องบวกๆไว้หน่อยนะครับ

ธุรกิจที่น่าทำ E-Commerce นอกจากธุรกิจขายสินค้า digital แล้ว ธุรกิจที่ผู้ซื้ออยู่ต่างประเทศ แต่ส่งของในประเทศไทย ก็น่าสนใจนะครับ หรือผู้ซื้ออยู่ต่างจังหวัด หรือไกลๆก็พออนุโลมได้ เช่นการขายดอกไม้ โดยวางเป้าหมายไปยังผู้ซื้อที่อยู่ในต่างประเทศ แต่ต้องการให้ส่งของให้คนรู้จักในประเทศไทย ก็ลองปรับใช้ดูนะครับว่าธุรกิจอะไรดี จะขายพวงหรีด อาหารกลางวันลูก ผลเป็นอย่างไรเจอหมายเลขปลอมเยอะไหม ขายดีไหม มีข้อมูลก็บอกกันบ้างนะครับ

สุรชัย ดียิ่ง
ผู้อำนวยการ ศูนย์บริการคอมพิวเตอร์
มหาวิทยาลัยรังสิต
26 พฤศจิกายน 2541